ถ้าคุณเคยสงสัยว่าใครคือผู้คิดค้นพิซซ่าที่แท้จริง คำตอบอาจซับซ้อนกว่าที่ตำราอาหารเล่าไว้มาก เพราะพิซซ่าไม่ได้เกิดขึ้นจากไอเดียของคนคนเดียว แต่ค่อยๆ พัฒนามาจากวัฒนธรรมการกินของคนหลายยุคหลายพื้นที่ บทความนี้แบบ เว็บไซต์ให้ความรู้ จะพาย้อนดูตั้งแต่ขนมปังแผ่นโบราณไปจนถึงถนนในเมืองเนเปิลส์ เพื่อหาคำตอบที่ใกล้ความจริงที่สุด
เหตุผลที่คำถามนี้ยังน่าสนใจอยู่เสมอ ก็เพราะพิซซ่าเป็นอาหารที่ดูเรียบง่ายแต่มีประวัติซ่อนอยู่ลึกกว่าหน้าชีสละลายที่เราคุ้นตา หากคุณชอบอ่านเรื่องอาหารผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ ลองดูแนวทางของ เว็บไซต์ให้ความรู้ ควบคู่กัน แล้วจะเห็นชัดขึ้นว่าอาหารหนึ่งจานสามารถสะท้อนชนชั้น เมืองท่า การค้า และรสนิยมของผู้คนได้อย่างน่าทึ่ง
พิซซ่าไม่ได้เริ่มจากอิตาลีเสียทีเดียว
ถ้ามองให้กว้างที่สุด รากของพิซซ่าคือขนมปังแผ่นแบนที่มนุษย์ทำกินกันมานานหลายพันปี ชาวอียิปต์ กรีก และเปอร์เซียต่างมีอาหารลักษณะคล้ายกัน คืออบแป้งเป็นแผ่นแล้วใส่น้ำมัน สมุนไพร หรือเครื่องหน้าอย่างง่าย จุดนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกเราว่าไอเดียเรื่องแป้งแผ่นกับของวางหน้าไม่ใช่สิ่งที่อิตาลีคิดขึ้นเป็นชาติแรก
- ชาวกรีกมีอาหารชื่อ plakous ซึ่งเป็นแป้งแผ่นใส่เครื่องหน้า
- ทหารเปอร์เซียถูกเล่าว่าเคยอบขนมปังบนโล่แล้วแต่งหน้าด้วยชีสและอินทผลัม
- โลกเมดิเตอร์เรเนียนรู้จักขนมปังแบนมานานก่อนมีพิซซ่าสมัยใหม่หลายศตวรรษ
แต่ของเหล่านี้ยังไม่ใช่พิซซ่าในความหมายที่เรารู้จักทุกวันนี้ เพราะองค์ประกอบสำคัญอย่างมะเขือเทศเพิ่งเข้ายุโรปหลังคริสต์ศตวรรษที่ 16 และกว่าคนยุโรปจะยอมรับว่ามันกินได้จริงก็ใช้เวลาอีกพักใหญ่
จุดที่พิซซ่ากลายเป็นพิซซ่าจริงๆ อยู่ที่เนเปิลส์
นักประวัติศาสตร์อาหารจำนวนมากจึงเห็นตรงกันว่า หากถามถึง พิซซ่าสมัยใหม่ คำตอบต้องพุ่งไปที่เมืองเนเปิลส์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 เมืองท่าแห่งนี้เต็มไปด้วยแรงงาน คนหาเช้ากินค่ำ และอาหารราคาถูกที่ต้องอิ่มเร็ว กินง่าย พกสะดวก พิซซ่าจึงตอบโจทย์อย่างยิ่ง แป้งที่อบร้อนๆ แล้วโปะมะเขือเทศ กระเทียม น้ำมันมะกอก หรือชีส กลายเป็นสตรีทฟู้ดของคนเมืองโดยแท้ ไม่หรูหรา แต่มีชีวิตชีวา
หลักฐานที่มักถูกอ้างถึงคือ เอกสารเก่าในอิตาลีพบคำว่า pizza ตั้งแต่ปี ค.ศ. 997 แม้ยังไม่ใช่รูปแบบเดียวกับปัจจุบัน ขณะที่บันทึกในศตวรรษต่อมาชี้ชัดว่าเนเปิลส์คือศูนย์กลางที่ทำให้อาหารชนิดนี้มีตัวตนชัดเจนขึ้น ทั้งสูตร วิธีขาย และภาพจำของคนกิน
แล้ว Raffaele Esposito คือผู้คิดค้นหรือไม่
ชื่อที่มักถูกยกขึ้นมาบ่อยที่สุดคือ Raffaele Esposito ช่างทำพิซซ่าแห่งเนเปิลส์ ผู้ถูกเล่าว่าในปี 1889 ได้ทำพิซซ่าหน้าหนึ่งถวายพระราชินีมาร์เกริตาแห่งซาวอย โดยใช้สีแดง ขาว เขียว จากมะเขือเทศ มอสซาเรลลา และใบโหระพา จนกลายเป็น Pizza Margherita เรื่องนี้ดังมากและช่วยให้คนจดจำเขาในฐานะผู้คิดค้นพิซซ่า
แต่เมื่อดูให้ละเอียด จะพบว่าเขาน่าจะเป็น ผู้ทำให้พิซซ่าบางแบบมีชื่อเสียง มากกว่าจะเป็นผู้ประดิษฐ์พิซซ่าทั้งหมด เพราะก่อนหน้านั้นชาวเนเปิลส์กินพิซซ่ากันอยู่แล้ว เพียงแต่ Esposito หรือร้านของเขาอาจมีบทบาทสำคัญในการยกระดับพิซซ่าจากอาหารชาวบ้านไปสู่เวทีระดับชาติ
- คำว่า pizza มีหลักฐานเก่ากว่า Esposito หลายร้อยปี
- พิซซ่าแบบเรียบง่ายในเนเปิลส์แพร่หลายก่อนปี 1889 อย่างชัดเจน
- สิ่งที่เขาเชื่อมโยงมากที่สุดคือภาพจำของ Pizza Margherita ไม่ใช่ต้นกำเนิดทั้งหมด
ทำไมคนจำนวนมากยังอยากหาผู้คิดค้นแค่คนเดียว
เพราะประวัติศาสตร์แบบมีฮีโร่จำง่ายกว่าเรื่องจริงที่เต็มไปด้วยการสะสมทีละนิด เราชอบคำตอบสั้นๆ ว่าใครเป็นคนแรก ทั้งที่อาหารแทบทุกชนิดเกิดจากการต่อยอดร่วมกัน ยิ่งเป็นเมนูยอดนิยมระดับโลก เรื่องเล่าก็ยิ่งถูกย่อให้จำง่าย เพื่อการท่องเที่ยว การตลาด และการเล่าต่อในวงกว้าง
- เรื่องเล่าที่มีชื่อคนชัดเจน ทำให้แบรนด์เมืองและร้านอาหารขายง่ายขึ้น
- บทเรียนประวัติศาสตร์มักตัดรายละเอียด เพื่อให้เข้าใจเร็ว
- ผู้คนมักสับสนระหว่างผู้ให้กำเนิด ผู้ทำให้ดัง และผู้ทำสูตรมาตรฐาน
คำตอบที่ใกล้ความจริงที่สุด
ถ้าจะตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผู้คิดค้นพิซซ่าเพียงคนเดียว รากของมันมาจากขนมปังแผ่นโบราณหลายอารยธรรม แต่รูปแบบที่โลกยอมรับว่าเป็นพิซซ่าสมัยใหม่เกิดขึ้นจากชุมชนคนทำกินในเนเปิลส์ ส่วน Raffaele Esposito ควรถูกจดจำในฐานะคนสำคัญของตำนาน Pizza Margherita มากกว่าผู้สร้างพิซซ่าทั้งระบบ เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับความสำคัญของพิซซ่านาโปลีในวัฒนธรรมอิตาลี จนยูเนสโกขึ้นทะเบียนศิลปะการทำพิซซ่านาโปลีเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2017
- ต้นราก: ขนมปังแผ่นจากโลกโบราณ
- จุดเปลี่ยน: เนเปิลส์ในศตวรรษที่ 18-19
- ตำนานที่ดังที่สุด: Margherita และชื่อของ Esposito
สุดท้าย คำถามที่น่าสนใจกว่าใครเป็นคนแรก อาจเป็นเพราะเหตุใดอาหารเรียบง่ายของคนทำงานในเมืองท่า จึงเดินทางไกลจนกลายเป็นอาหารสากลของโลกได้ นั่นต่างหากคือเสน่ห์ของพิซซ่า และเป็นเหตุผลที่ประวัติของมันยังชวนให้ค้นต่อไม่รู้จบ






































